ก็พ้นไปกับช่วงเวลาที่ค่อนข้างเหนื่อยทีเดียว กับช่วงเวลาที่ผ่านมากว่าสองเดือนเด็ม ทั้งเรื่องที่บ้านและการสอบกลางภาคที่ผ่านไป

               เช้าวันที่ 4 กันยายน วันสุดท้ายของการปิดเทอม ในตอนค่ำของวันที่ –3 แม่ผมบอกว่าเราจะไปบ้านคุณยายกัน แต่พอเช้าวันที่ 4 แปดโมงกว่า ๆ แม่รีบเข้ามาที่ห้องแล้วปลุกผมให้ตื่น ให้รีบไปบ้านคุณยาย บ้านโน้นโทรมาบอกว่าคุณตาเสียแล้ว  ผมรีบลุกไปอาบน้ำ และเกิดคำถามในหัวตลอดว่า จริงหรือป่าว

               หลังจากเตรียมตัวกันเรียบร้อยก็รีบเดินทางไป บ้านคุณยายที่ จังหวัด สระบุรี ก็เห็นคุณตานอนสงบอยู่บนเตียง ท่านจากไปแล้วจริงๆ เหมือนกับคนนอนหลับเลยผมอาจจะรู้สึกเสียใจแต่ไม่ได้เกินความคาดหมายอะไร เพราะคุณตา มีอาการหลงๆลืมๆ ของโรคอัลไซเมอร์มาหลายปี และช่วงตั้งแต่สงกรานต์ท่านก็ไม่ยอมทานอาหาร ต้องนอนอยู่บนเตียงคนไข้ และให้อาหารทางสายยาง

               งานศพคุณตาผมทำทุกอย่างเท่าที่จะช่วยได้ ตั้งแต่เปลี่ยนชุดให้ตา ยกคุณตา ยกใส่หีบ ยกหีบ และ จนถึงวันสุดท้าย ก็เป็นการเชิญไฟพระราชทานเพลิง ก็เป็นหน้าที่ของผม หลานชายเพียงคนเดียวที่ สานต่อาชีพของคุณตา คือ ทหาร

               ในช่วงงานศพของคุณตา อาการป่วยของคุณยายกลับทรุดหนักเนื่องจากเบาหวาน ท่านเบลอจำใครไม่ได้ เหนื่อย  จนงานศพคุณตาผ่านพ้นไป อาการของคุณยายก็ทรงๆทรุด เด๋วดีเด๋วไม่ดี เลยนำมารักษาอาการที่ โรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อาการก็ยังทรงทรุดๆ ในที่สุด คืนวันที่ 13 ตุลาคม คุณยายก็จากพวกเราไปอย่างสงบ โดยมีคุณแม่ผมเฝ้าเคียงข้างอยู่จนลมหายสุดท้ายของชีวิต 

                แรกที่ผมได้รับข่าวรู้สึกตกใจและเสียใจอย่างมาก เพราะไม่นึกว่าข่าวร้ายนี้จะตามมาอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เป็นห่วงก็แต่คุณแม่ว่าจะรับกับความรู้สึกที่เศร้าขนาดนี้ได้หรือไม่ แม่ผมรับมือได้ดีที่เดียวผมเห็นน้ำตาของแม่ครั้งเดียว คือวันพระราชทานเพลิงศพคุณตา เพราะ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักในช่วงกำลังจะประกอบพิธี เหมือนคุณแม่เศร้าใจในโชคชะตา ที่ไม่อำนวยในวันที่ต้องการจัดงานให้ดีที่สุดแก่คุณพ่อของคุณแม่เอง

                ภาพในอดีตของ ท้งสองท่าน ทั้งภาพที่คุณยายหัวเราะ คุณยาย หาโน่นหานี่มาให้ผมทาน มาเลี้ยงมาดูแลผมแทนคุณพ่อคุณแม่เวลาท่านไม่อยู่ มันย้อนกลับมาให้เราได้นึกถึงก่อนที่ภาพเหล่านั้นจะตัดกลับมา ณ ภาพ แห่งความจริงก่อนที่จะนำร่างเข้าสู่เตา มีแต่ความเศร้าเสียใจ จริงๆ 

2 responses »

  1. kay Sasithorn พูดว่า:

    ทุกอย่างต้องเป็นไปเมื่อถึงเวลาของมัน เราก็เป็นหนึ่งในวัฎจักรนั้น
    อะไรจะเกิดก็ไม่มีใครห้ามได้ เหตุการณ์เหล่านี้จะช่วยสกัดดาวรุ่ง(ดาวกิเลส)
    ให้เจือจางลงทุกครั้งที่เราประสบ เพราะเราจะได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ จากมันในแต่ละเหตุการณ์นั้น ๆ มีสติ พิจารณา ทุกอย่างต้องเป็นไป
    ตราบเท่าที่มีลมหายใจ วันนี้ต้องดีที่สุด พรุ่งนี้ก็สายเกินไป เพราะเราไม่รู้ว่า
    พรุ่งนี้เราจะยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s