ผมก็เป็นวัยรุ่นคนนึงที่ค่อนข้างจะเข้าวัดน้อยมาก.. และบางครั้งก็มองว่าการไปวัดเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เป็นเรื่องของคนแก่ นี่เป็นแนวคิดที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง และผมค่อนข้างตกใจที่เมื่อสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีทัศนคติเช่นนี้ต่อการเข้าหาพระพุทธศาสนา

            ตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร จนถึงบัดนี้ ผมมีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระนักเทศน์นักเผยแผ่ชื่อดังหลายๆต่อหลายรูป ทั้งโด่งดังคล้ายดารา ทั้งโด่งดังในความเป็นผู้ชำนาญในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

             ผมก็ค่อนข้างเลื่อมใสและก็ทึ่งในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  พอสมควร  ผมเริ่มมาสนใจมากขึ้นหลังจากทุกส่งไปปฏิบัติธรรม ที่่วัดแห่งหนึ่งที่มีข่าวเรื่องเด็กนั่งสมาธิแล้วถูกงูรัดผมเนี่ยแหละนั่งสมาธิกับงูมาแล้ว ยิ่งทำให้อยากรู้ว่า ที่นี่ที่เค้าบอกว่าเป็นวิธีลัด ทำให้คนรู้ว่าพลังแห่งธรรมะมีจริงเนี่ย ผมอยากจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างไร เป็นอย่างที่ไปปฏิบัติมาหรือไม่

             แต่เมื่อโอกาสไม่อำนวย (ผมเริ่มหาข้ออ้างเป็นสิ่งไม่มีชีวิตอีกแล้ว) ผมเลยเก็บเกี่ยวเอาเวลาโรงเรียนจัดฟังธรรม และการร่วมกิจกรรมกับ นักศึกษามุสลิม ทำให้ได้ลองทบทวนถึง ธรรม ได้อย่างนึงว่า

             ธรรมะ ก็คือ ธรรมชาติ  สภาพปกติ นั่นเอง  มูลเหตุของศาสนา คือการที่มนุษย์หาเครื่องยึดเหนี่ยว ให้ดำรงชีวิตภายใต้สิ่งที่ไม่รู้สิ่งที่หาคำตอบไม่ได้ นั่นคือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เมื่อมนุษย์เริ่มเพาะปลูกหากินเอง ล่าสัตว์ สิ่งยึดเหนี่ยวเหล่านี้ ก็ถูกนำมาใช้ในการเป็นขวัญกำลังใจในการทำมาหากินแสวงหาปัจจัยสี่  ในการดำรงชีวิต

            เมื่อก้าวเข้าสู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์เจริญเติบโต ขึ้นมาก จนหาคำตอบให้กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ ก้าวพ้นการถูกครอบงำจากศาสนา และเริ่มคิดค้นวิทยาการให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ  จนเอาชนะธรรมชาติได้สร้างตึกสูงได้ บินได้ ดำน้ำได้

            จนมนุษย์ละเลย ธรรม ของศาสนา คิดว่าคำสอนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ซึ่งนั่นเท่ากับว่า มนุษย์ละเลย ความเป็นธรรมชาติ สภาพปกติที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นมนุษย์จึงมีความเป็นสัตว์มากขึ้น จะเห็นได้จากอาชญากรรมต่าง ฆ่าคน ..ซึ่งเป็นพฤติกรรมของสังคมสัตว์ ซึ่งไม่มี่ธรรม ให้ศึกษาถึงธรรมชาติ เพื่อการควบคุมตนเอง  ให้อยู่ภายใต้ฟ้าให้ได้อย่างสงบสุข

            แต่มนุษย์เคยมองย้อนกลับไปหรือไม่ ว่าเวลา ที่เกิด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มนุษย์ไม่เคยต้านทานได้เลยสักครั้ง มนุษย์ นั่นแสดงว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ต้านทานโลกไม่ได้

           ธรรมะ สอนให้ เรา อยู่ภายใต้ธรรมชาติ อย่าง สงบและเคารพ ธรรมชาติ ใช้ชีวิต อย่างพอเพียง และ ใช้ชีวิต ในสภาพธรรมชาติของมนุษย์ เป็นกลไก ที่ทำให้มนุษย์อยู่ได้อย่างไม่เบียดเบียนใครและเบียดเบียนโลก

           ผมว่ายุคมืดที่เหล่าก้าวข้ามมา ด้วยวิทยาศาสตร์มันกลับทำให้เรา เข้าสู่ยุคที่มืดกว่าที่เรากลายเป็น สัตว์ที่ไม่หลงเหลือ ความเป็นมนุษย์อยู่เลย

2 responses »

  1. kay Sasithorn พูดว่า:

    คนที่เข้าใจธรรมชาติก็คือคนที่อาจอยู่ในกลุ่มคนที่เรียกว่า”ดวงตาเห็นธรรม” ด้วยยุคสมัยและกิจกรรมในชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้วัยรุ่นสมัยนี้เข้าไม่ถึง”ธรรมะ” ซึ่งนั่นหมายถึง การพลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้”ความเป็นตัวตนของตนเอง”ไปอย่างน่าเสียดาย คนที่เข้าใจถึง”ธรรมะ”จะรู้ได้ว่า เหนือธรรมเบื้องต้นก็จะมีธรรมขั้นสูงขึ้นต่อไป เช่น เริ่มจากการไม่เบียดเบียนใครก่อน ขั้นต่อไปคือการพึ่งพาตัวเองได้ และพัฒนาไปจนการรู้จักเป็นผู้ให้แก่คนอื่น เป็นต้น ธรรมะในแต่ละศาสนาเป็น”เข็มทิศชีวิต” ทำให้ผู้คนไม่หลงทางในการดำเนินชีวิต โลกจะหายนะช้าลงจาก”น้ำมือมนุษย์” ด้วยสิ่งนี้ ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะที่ผู้เขียนบล็อคข้างต้น เป็นผู้หนึ่งที่มี”ดวงตาแห็นธรรม” หวังว่าจะสามารถศึกษาหาความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้มากขึ้น จนสามารถเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่จะงอกงามขึ้น”ประดับไว้ในโลกา”ให้สวยงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ป.ล.”การเรียนรู้ย่อมคู่กับการนำมาปฏิบัติ”ได้จริง มิเช่นนั้น สิ่งที่เรียนรู้มาก็จะละลายหายไปกับกาลเวลา เหมือนคนที่เรียนภาษาต่างประเทศแล้วไม่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่นานก็จะคืนครูจนหมดสิ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s